หากคุณวัดความดันแล้วพบว่าตัวเลขของค่าความดัน “เกิน 150” mmHg แม้จะกินยาลดความดันแล้วแต่ค่าก็ยังไม่ลดลง นี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของยา แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีปัญหาที่ลึกกว่านั้น
ถ้าคุณกำลังกังวลกับเรื่องนี้อยู่ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า ความดันสูง กินยาแล้วไม่ลง เกิดจากอะไร และควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ได้ผลจริง
ความดัน 150 อันตรายแค่ไหน?
ค่าความดัน 150 mmHg ขึ้นไป จัดอยู่ในระดับ ความดันโลหิตสูง (Hypertension Stage 2) ซึ่งเพิ่ม ความเสี่ยงต่อโรคสำคัญ เช่น
- โรคหัวใจ
- หลอดเลือดสมอง (Stroke) และหลอดเลือดหัวใจ
- ไตเสื่อม และไตวาย
โรคพวกนี้ เป็นโรคร้ายแรงที่ควรเฝ้าระวัง ยิ่งปล่อยไว้นาน ความเสี่ยงยิ่งสะสมแบบไม่รู้ตัว เป็นภัยเงียบที่มักจะมาพร้อมสัญญาณเล็ก ๆ
3 เหตุผลสำคัญ ทำไม ความดันสูง กินยาแล้วยังไม่ลง?
หลายคนเข้าใจว่า “กินยาแล้วต้องลด” แต่ในความเป็นจริง มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความดันยังสูงอยู่
1. พฤติกรรมการกิน ที่ยังไม่ยอมปรับ
- สาเหตุที่เป็นปัจจัยหลักเลย ก็คือ พฤติกรรมจากตัวเรานี่เอง การกินเค็มจัด กินคาวแถมหวานเสมอ ของทอดน้ำมันท่วม การดื่มคาเฟอีนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเป็นประจำ ยังเป็นอีกสาเหตุที่ความดันไม่ลดลง และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย
2. ทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือขนาดยาไม่เหมาะสม
- วินัยในการทานยาเป็นเรื่องสำคัญ บางท่านอาจทานได้สักระยะหนึ่ง แล้วเลิก หรือทานไม่สม่ำเสมอ เพราะเห็นว่าความดันลดลง อาการดีขึ้น
ซึ่งนั่นเป็นผลชั่วคราว หากขาดความต่อเนื่อง ความดันจะใช้เวลาไม่นาน ในการกลับมาสูงเหมือนเดิม หรือบางท่านอาจหายามาทานเอง โดยไม่พบแพทย์ ขนาดของยาอาจจะไม่เหมาะสม จนนำไปสู่การไม่ประสบผลสำเร็จในการรักษา
3. ภาวะน้ำหนักเกิน หรือไม่ออกกำลังกาย
- การมีน้ำหนักเกิน หรือคอเลสเตอรอลในเลือดมาก ส่งผลกับความดันโดยตรง เพราะหากหลอดเลือดตีบตัน จากไขมันที่เข้าไปอุดในเส้นเลือด หัวใจจะต้องใช้แรงในการสูบฉีดเลือดมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นปัญหาความดันสูงเรื้อรังตามมา
ยังมีเหตุอื่น ๆ อาจส่งผลต่อ ภาวะความดันสูง สามารถศึกษาเพิ่มได้ที่ – บทความ – 4 สิ่ง อย่าหาทำเสี่ยงเป็นความดันสูง
จากเหตุผลข้างต้น จะเห็นถึงสาเหตุ ความดันสูง กินยาแล้วไม่ลง ไม่ได้เกิดจากแค่ว่ายา “ไม่แรงพอ” เสมอไป แต่ปัจจัยสำคัญ คือ พฤติกรรมของตัวเรานี่เอง
ดูแลความดันสูงอย่างไร? เคล็ดลับควบคู่การกินยาให้ได้ผล
แม้ว่าการทานยาลดความดันจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากต้องการให้ความดัน “ลดลง และคงที่ในระยะยาว” การปรับพฤติกรรมควบคู่กันไปคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อแก้ปัญหา
1. ลดการทานเค็ม ให้มากที่สุด
- โซเดียม และเครื่องปรุงรส เป็นตัวการชั้นดีที่กระตุ้นให้ความดันสูงขึ้น โซเดียมมักอยู่ในอาหารแปรรูปต่าง ๆ มีมากในอาหารหมักดอง และอาหารที่ปรุงรสจัด รวมไปถึงขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ยิ่งรสชาติเยอะ ยิ่งอร่อย
แต่ก็ยิ่งก็ทำค่าความดันพุ่งไม่หยุดเช่นเดียวกัน ซึ่งการลดอย่างหักดิบ อาจจะทำได้ยาก ทางเราจึงขอแนะนำว่า ค่อย ๆ ปรับลดไปเรื่อย ๆ สร้างวินัยในการกินทีละน้อย จะสามารถประสบผลสำเร็จได้ง่ายกว่า
2. เลี่ยงอาหารไขมันสูง
- อาหารทอดน้ำมันท่วม หรืออาหารที่มีไขมันทรานส์สูง คือตัวการที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว หรือเข้าไปอุดตันทางเดินหลอดเลือด ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ต้องใช้แรงในการสูบฉีดเลือดมากขึ้น ผลคือ ความดันโลหิตที่สูงขึ้นนั่นเอง
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- การดูแลตัวเองจากภายนอกสู่ภายในก็เป็นเรื่องสำคัญ การออกกำลังกาย ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันตกค้างในเลือด จัดการสิ่งที่ไปอุดตันอยู่ในหลอดเลือด เพื่อทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ การวิ่งเบา ๆ หรือการเต้นแอโรบิก จะช่วยให้ค่าความดันลดลงได้
4. พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด
- นอนน้อย นอนดึก นอนไม่เป็นเวลา ทำให้ระบบฟื้นฟูในร่างกายทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การพักผ่อนที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา (Cortisol) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้แหละ จะทำให้ร่างกายตึง จนหัวใจสูบฉีดเลือดแรงขึ้น เป็นเหตุผลที่ทำให้ความดันสูงไม่ลง
5. ปรับสมดุลภายใน ด้วย สมุนไพรจีน
- นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว การดูแลสมดุลร่างกายจากภายในก็มีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมความดันโลหิตให้ดีขึ้น โดยในศาสตร์แพทย์แผนจีน มักใช้สมุนไพรที่ช่วยเรื่อง “การไหลเวียนเลือด” และ “ลดความตึงเครียดของหลอดเลือด” เป็นหลัก
สมุนไพรจีนที่นิยมใช้
โหราข้าวโพด
- มีฤทธิ์ช่วยขับของเสียส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยลดภาระของระบบไหลเวียน
หวงเหลียน
- สมุนไพรฤทธิ์เย็น ช่วยลดความร้อนสะสมในร่างกาย ซึ่งในศาสตร์จีนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของความดันสูง และการอักเสบภายใน
เทียวฮวยฮุ้ง
- ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ลดการอุดตัน และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้คล่องตัวมากขึ้น
เมื่อสมดุลภายในเริ่มดีขึ้น ทั้งเรื่อง “ความร้อนในร่างกาย” และ “การไหลเวียนเลือด” ก็จะส่งผลให้ความดันมีแนวโน้มคงที่และลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การดูแลทำได้สะดวก และครบจบในหนึ่งเดียว สมุนไพรลดความดันเหล่านี้จึงถูกนำมารวมอยู่ใน“อาน เก็ง อี้”
สมุนไพรจีนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลความดันจากภายในอย่างตรงจุด โดยรวมคุณสมบัติของสมุนไพรสำคัญอย่าง โหราข้าวโพด หวงเหลียน และเทียวฮวยฮุ้ง เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อจัดการปัญหาความดันสูงแบบครบจบทั้งระบบ
- ผ่อนคลายหลอดเลือด มีส่วนช่วยในการ ลดความตึงตัวของผนังหลอดเลือด
- มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลาย และสนับสนุนการไหลเวียนของเลือด
- มีส่วนช่วยให้ระบบไหลเวียนทำงานได้สมดุลมากขึ้น ทำให้สุขภาพโดยรวมมีความสมดุลขึ้น
- มีส่วนช่วยปรับสมดุลร่างกายจากภายใน ตามแนวคิดแพทย์แผนจีน
- ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความดัน
ด้วยการทำงานแบบ “ดูแลจากต้นเหตุ” ไม่ใช่แค่กดตัวเลขความดันชั่วคราว แต่ช่วยฟื้นฟูสมดุลของร่างกายให้กลับมาแข็งแรง
คนที่อยากดูแลจากภายในสามารถดู ข้อมูลสมุนไพร อาน เก็ง อี้ ได้ในบทความนี้ – อาน เก็ง อี้ สมุนไพรจีน จัดการความดัน
สรุป: ความดันสูง กินยาแล้วไม่ลง ต้องดูแลให้ครบทั้งระบบ
- ความดันสูงเกิน 150 ถือเป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวัง และไม่ควรปล่อยไว้
- หาก ความดันสูง กินยาแล้วไม่ลง อาจเกิดจากพฤติกรรม ภาวะดื้อยา หรือปัญหาสุขภาพภายใน
- การลดความดันอย่างยั่งยืน ต้องทำควบคู่กันทั้งการกินยา ปรับพฤติกรรม ดูแลร่างกาย และการออกกำลังกาย
- สมุนไพรจีนที่มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด อย่าง อาน เก็ง อี้ สามารถเป็นอีกทางเลือกในการช่วย “ปรับสมดุล” คุมความตึงของหลอดเลือด และการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
การดูแลที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลขลดลงชั่วคราว แต่คือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงจากภายใน
รู้ทัน ! สัญญาณเตือนสุขภาพ ป้องกันไว้ก่อนจะสายเกินไป… อ่านบทความความรู้สุขภาพ และเรื่องสมุนไพรเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา baepaeliang.com
อ้างอิง:
Fact Sheets About Hypertension : https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hypertension
บทความเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง โดย ศูนย์ป้องกัน และควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา (CDC) : https://www.cdc.gov/high-blood-pressure/prevention/index.html
เอกสารศึกษาเกี่ยวกับ คุณภาพของแพทย์แผนจีน โดย Dan Bensky : https://archive.org/details/chineseherbalmed0000bens/page/n591/mode/2up
ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ได้ หากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ





