ลูกหายใจครืดคราด แก้ยังไง ?

ไขข้อข้องใจ ลูกหายใจครืดคราด เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีแก้เบื้องต้น

หัวอกคนเป็นแม่ เวลาได้ยินเสียงลูกน้อยนอนหายใจเสียงดัง มีเสียงครืดคราดในลำคอหรือจมูก ย่อมรู้สึกกังวลใจจนนอนไม่หลับใช่ไหมคะ? ใจหนึ่งก็กลัวว่าลูกจะหายใจไม่ออก อีกใจก็กังวลว่าลูกกำลังป่วยเป็นอะไรรุนแรงหรือเปล่า อาการในระบบทางเดินหายใจหรือเสียงครืดคราดในเด็กทารกเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากค่ะ 

วันนี้ แบ แป๊ะ เลี้ยง จะพาคุณแม่มาไขข้อข้องใจว่า อาการที่ “ลูกหายใจครืดคราด เกิดจากอะไร” แบบไหนที่เป็นเรื่องธรรมชาติ และแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าควรรีบพาไปพบแพทย์ พร้อมวิธีดูแลให้ลูกน้อยกลับมาหายใจโล่งสบายกันค่ะ


ลูกหายใจครืดคราด เกิดจากอะไร? 

อาการลูกหายใจครืดคราด เกิดจากอะไร ส่วนใหญ่ในเด็กทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน มักเกิดจากโครงสร้างระบบทางเดินหายใจและหลอดลมที่ยังเล็กและนิ่ม ทำให้เกิดการอุดกั้นจากน้ำมูกแห้งหรือคราบนมได้ง่ายเมื่อมีลมหายใจผ่านค่ะ นอกจากนี้ยังเกิดจากปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ดังนี้ค่ะ:

  • โครงสร้างเนื้อเยื่อรอบกล่องเสียงยังไม่แข็งแรง (Laryngomalacia): เป็นภาวะธรรมชาติในเด็กทารกที่จะดีขึ้นได้เองเมื่อโตขึ้น ทำให้มีเสียงครืดคราดเวลากลืนน้ำลายหรือหายใจเข้าค่ะ
  • ภาวะน้ำมูกสะสมจากสภาพอากาศ: เมื่ออากาศเปลี่ยน เยื่อบุจมูกของทารกที่ไวต่อสิ่งเร้าจะผลิตน้ำมูกออกมาอุดตันรูจมูกเล็ก ๆ ทำให้เกิดเสียงครืดคราดค่ะ
  • ภาวะกรดไหลย้อนในเด็ก: นมหรือกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาเคืองบริเวณลำคอและจมูก กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเมือกหนาขึ้นมาอุดกั้นทางเดินหายใจค่ะ

ตารางเปรียบเทียบ: ลูกหายใจครืดคราดแบบไหนปกติ VS แบบไหนอันตราย?

เพื่อช่วยให้คุณแม่ประเมินอาการของลูกน้อยในเบื้องต้นได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องนั่งกังวลใจไปเอง เรามาดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างอาการครืดคราดทั่วไป กับอาการที่เสี่ยงอันตรายกันค่ะ:

ลักษณะอาการอาการครืดคราดปกติ (จากโครงสร้างทารก)อาการครืดคราดอันตราย (ต้องพบแพทย์)
พฤติกรรมโดยรวมร่าเริงดี กินนมได้ตามปกติ น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์งอแง ผิดปกติ ซึมลง ไม่ยอมดูดนมหรือกินอาหาร
ลักษณะการหายใจหายใจสม่ำเสมอ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบหายใจเร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบาน อกบุ๋มขณะหายใจ
อาการร่วมอาจมีเสียงดังแค่บางช่วง เช่น ตอนนอนหรือกินนมมีไข้ ไอต่อเนื่อง หน้าเขียวคล้ำ หรือปากซีดขณะไอ
เสียงครืดคราดเสียงคล้ายน้ำมูกแห้งติดขัด หายใจเข้า-ออกสลับกันเสียงวี้ดชัดเจน เสียงแหลม หรือเสียงหอบเหนื่อยชัดเจน
อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบอาการหายใจครืดคราดในทารกที่ "ปกติ" กับ "อันตราย" มีรายละเอียดดังนี้:

หัวข้อหลัก: ลูกหายใจครืดคราด แบบไหนปกติ VS แบบไหนอันตราย?

ส่วนประกอบ: ตารางเปรียบเทียบอาการ 4 หัวข้อหลัก

พฤติกรรมโดยรวม:

ปกติ (ปกติจากโครงสร้างทารก): ร่าเริงดี กินนมได้ตามปกติ น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ (มีเครื่องหมายถูก)

อันตราย (ต้องพบแพทย์): งอแง ผิดปกติ ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือกินอาหาร (มีเครื่องหมายกากบาท)

ลักษณะการหายใจ:

ปกติ: หายใจสม่ำเสมอ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ (มีเครื่องหมายถูก)

อันตราย: หายใจเร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบาน อกบุ๋มขณะหายใจ (มีเครื่องหมายกากบาท)

อาการร่วม:

ปกติ: อาจมีเสียงดังแค่บางช่วง เช่น ตอนนอนหรือกินนม (มีเครื่องหมายถูก)

อันตราย: มีไข้ ไอต่อเนื่อง หน้าเขียวคล้ำ หรือปากซีดขณะไอ (มีเครื่องหมายกากบาท)

เสียงครืดคราด:

ปกติ: เสียงคล้ายน้ำมูกแห้ง ติดขัดหายใจเข้า-ออกสลับกัน (มีเครื่องหมายถูก)

อันตราย: เสียงวี๊ดชัดเจน เสียงแหลม หรือเสียงหอบเหนื่อยชัดเจน (มีเครื่องหมายกากบาท)

รูปภาพ: ด้านซ้ายบนมีรูปทารกกำลังหลับ

โลโก้: ด้านขวาบนมีโลโก้ Ma Pak Leung

ทำไมทารกหายใจครืดคราดตอนนอน หรือดูเหมือนมีเสมหะบ่อย

คุณแม่หลายท่านมักสังเกตเห็นว่า “ทารกหายใจครืดคราดตอนนอน” เป็นพิเศษ หรือบางครั้งฟังดูเหมือน “ลูกหายใจครืดคราดมีเสมหะ” อยู่ในคอ สาเหตุสำคัญมาจากลักษณะทางกายภาพของเด็กค่ะ

  1. ปัจจัยจากท่านอนราบ: เวลาที่ทารกนอนราบ น้ำมูก เมือก หรือเศษนมที่ตกค้างในช่องคอจะไหลไปรวมกันอยู่บริเวณด้านหลังทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าตอนอุ้มในแนวตั้ง ลมหายใจที่ผ่านเข้ามาจึงกระทบกับสิ่งอุดกั้นเหล่านี้จนเกิดเสียงดังครืดคราดชัดเจนในความเงียบค่ะ
  2. ปัจจัยจากเสมหะ: เด็กทารกยังไม่รู้จักวิธีไอเอาเสมหะหรือสั่งน้ำมูกออกเองเหมือนผู้ใหญ่ค่ะ เมื่อมีน้ำลายสะสมในคอมากเกินไป หรือมีน้ำมูกไหลลงคอเพียงเล็กน้อย เสียงหายใจจึงฟังดูเหมือนเด็กมีเสมหะเหนียวข้นขังอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจเป็นเพียงกลไกการกลืนน้ำลายที่ยังทำงานไม่สัมพันธ์กับการหายใจค่ะ

สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเคาะระบายเสมหะ ได้ที่นี่เลยค่ะ


5 วิธีแก้ลูกหายใจครืดคราดเบื้องต้น 

หากคุณแม่เช็กแล้วว่าลูกน้อยไม่มีไข้ และยังคงร่าเริงกินนมได้ดี สามารถใช้วิธีธรรมชาติเหล่านี้ช่วยบรรเทาอาการให้ลูกหายใจโล่งขึ้นได้ค่ะ:

  1. จับอุ้มเรอในแนวตั้งทุกครั้งหลังอิ่มนม: อุ้มลูกในแนวตั้งนาน 15-20 นาทีหลังกินนมเสร็จ เพื่อป้องกันภาวะกรดไหลย้อนและนมข้นไหลย้อนขึ้นมาอุดกั้นทางเดินหายใจค่ะ
  2. เคลียร์จมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูกเด็ก: หากพบว่ามีน้ำมูกแห้งอุดตัน ให้ใช้สำลีพันก้านขนาดเล็กชุบน้ำเกลือสะอาดสำหรับล้างจมูก ค่อย ๆ ซับคราบน้ำมูกแห้งที่รูจมูกด้านนอกออกเบื้องต้นอย่างเบามือค่ะ
  3. ปรับอุณหภูมิและความชื้นในห้องนอน: เลี่ยงการให้ลมแอร์หรือพัดลมเป่าโดนตัวและใบหน้าของลูกโดยตรง และไม่เปิดแอร์เย็นจัดเกินไป เพื่อลดการระคายเคืองของเยื่อบุจมูกค่ะ
  4. นวดน้ำมันหอมระเหยสูตรอ่อนโยนสำหรับเด็ก: การใช้น้ำมันหอมระเหยจากหอมแดงหรือยูคาลิปตัสที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทารก ทาบาง ๆ บริเวณอก หรือวางไว้ใกล้ ๆ ที่นอน จะช่วยให้ลูกหายใจโล่งสบายขึ้นในเวลากลางคืนค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกลองทานยาสมุนไพร โปย ป๋อ ซั้ว สมุนไพรสำหรับเด็ก ที่ช่วยขับเสมหะ ลดความเสี่ยงติดเชื้อจากเสมหะ และยังแก้ตัวร้อน บรรเทาตัวร้อนจากพิษไข้ ได้นะคะ เป็นสมุนไพรจากธรรมชาติแท้ 100% ปลอดภัยมั่นใจได้เลยค่ะ

สามารถดูข้อมูลของ โปย ป๋อ ซั้ว สมุนไพรสำหรับเด็ก ช่วยขับเสมหะ บรรเทาพิษไข้ ได้ ที่นี่ เลย


Q&A ถาม-ตอบข้อสงสัยยอดฮิตของคุณแม่ เรื่องเสียงหายใจของลูกน้อย

Q: ลูกหายใจครืดคราดแต่ไม่มีน้ำมูกเลย แปลว่าข้างในหลอดลมมีปัญหาไหม?

A: ส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างหลอดลมที่ยังนิ่มและเล็กของทารก (Laryngomalacia) ลมหายใจที่ผ่านหลอดลมเล็ก ๆ จึงเกิดเสียงสะท้อนคล้ายมีน้ำมูกขังอยู่ข้างใน อาการนี้จะค่อย ๆ หายสนิทไปเองเมื่อลูกอายุประมาณ 1 ขวบขึ้นไป ตราบใดที่ลูกไม่มีอาการหายใจหอบเหนื่อยหรืออกบุ๋ม คุณแม่สบายใจได้เลยค่ะ

Q: ทารกหายใจครืดคราดบ่อย ๆ ตอนนอน จะเสี่ยงกลายเป็นโรคหอบหืดในอนาคตไหมคะ?

A: อาการหายใจครืดคราดจากโครงสร้างทารกทั่วไปไม่ได้พัฒนาไปเป็นโรคหอบหืดค่ะ โรคหอบหืดเกิดจากหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นและมักมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง 

หากคุณแม่กังวล ให้เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมในห้องนอนให้สะอาด ปราศจากไรฝุ่น และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันรถยนต์อย่างเด็ดขาดค่ะ

Q: อาการครืดคราดแบบไหนที่คุณแม่ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันทีคะ?

A: หากสังเกตเห็นว่าลูกหายใจเร็วมาก (เกิน 40-50 ครั้งต่อนาทีขณะหลับ) มีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงนูน ปีกจมูกบานขยับตามจังหวะหายใจ มีเสียงวี้ดแหลมสลับไอแห้งรุนแรง หรือเริ่มมีริมฝีปากและเล็บมือสีซีดเขียวคล้ำ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการค่ะ เพราะเป็นสัญญาณของภาวะขาดออกซิเจนหรือปอดอักเสบค่ะ


ข้อมูลอ้างอิง (References)


รู้ทัน ! สัญญาณเตือนสุขภาพ ป้องกันไว้ก่อนจะสายเกินไป… อ่านบทความความรู้สุขภาพ และเรื่องสมุนไพรเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา  baepaeliang.com

Scroll to Top