โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) หรืออาจเป็นที่รู้จักในชื่อโรคกาลี เป็นโรคระบาดโรคหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis ซึ่งสามารถพบสปอร์ของเชื้อได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ในดิน หญ้า หรือแหล่งน้ำ จึงมักติดต่อสู่สัตว์ที่กินหญ้าเป็นอาหาร เช่น วัว กระบือ แพะ แกะ
นอกจากนี้ เชื้อแอนแทรกซ์ยังมีความทนทานต่อความร้อน และความเย็นได้ดี มีระยะฝักตัว 1 – 7 วัน หรืออาจนานถึง 60 วัน สามารถแพร่กระจายสู่สัตว์ชนิดอื่นหรือคนได้ โดยการติดต่อสู่คน จะสามารถติดต่อได้ 3 ทาง
- ติดต่อผ่านทางผิวหนัง – พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการสัมผัสสปอร์เชื้อผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือรอยถลอกบนผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ป่วย หรือสัมผัสผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ติดเชื้อ
- ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ – เกิดจากการสูดดมเอาสปอร์เชื้อที่ฟุ้งกระจายในอากาศเข้าไป เช่น ขนสัตว์ กระดูกป่น
- ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหาร – เกิดจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยหรือติดเชื้อ และปรุงไม่สุกหรือดื่มน้ำนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
อาการของโรค
- ทางผิวหนัง – เริ่มจากตุ่มคัน บวมแดง กลายเป็นตุ่มพองมีน้ำใส แล้วจะเป็นแผลเนื้อตายสีดำคล้ายรอยบุหรี่จี้ มักไม่มีอาการปวด
- ทางเดินหายใจ – อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ อ่อนเพลีย, ปวดเมื่อย ต่อมาจะมีอาการหายใจลำบาก, เจ็บหน้าอก ไออย่างรุนแรง อาจมีภาวะช็อกได้
- ทางเดินอาหาร – คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง ท้องบวม, ท้องเสียอย่างรุนแรง
ป้องกันได้อย่างไร
- รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก และมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
- ล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ หากจำเป็นต้องสัมผัส ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน
แม้ว่าโรคแอนแทรกซ์ ไม่สามารถติดต่อโดยตรงจากคนสู่คนได้ เหมือนไข้หวัด การสัมผัสผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน เช่น การพูดคุย จับมือ จึงไม่ทำให้ติดโรค แต่อย่างไรก็ตาม หากได้รับเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันท่วงที โรคนี้ก็อาจมีอาการรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน
ด้วยความปรารถนาดีจากแบแป๊ะเลี้ยง
แหล่งที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลปิยมหาราชการุณย์, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย






