ตำราสุขภาพดี

ตำราสุขภาพดี

60 l ปวดคอหลังตื่นนอน 01

ปวดคอหลังตื่นนอน อาจไม่ใช่แค่ตกหมอน รู้ทันก่อนปวดเรื้อรัง

ปวดคอหลังตื่นนอน เกิดจากอะไร? อาการปวดคอหลังตื่นนอนมักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อคอที่ตึงหรืออยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น หมอนสูงหรือต่ำเกินไป นอนในท่าที่ทำให้คอบิด หรือมีกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ตึงสะสมจากกิจกรรมระหว่างวันอยู่ก่อนแล้ว หากเป็นอาการจากกล้ามเนื้อตึงหรือใช้งานมากเกินไป ส่วนใหญ่มักค่อย ๆ ดีขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดซ้ำบ่อย ปวดต่อเนื่อง หรือมีอาการชา อ่อนแรง และปวดร้าวลงแขนร่วมด้วย อาจมีสาเหตุอื่นที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม ตกหมอนคืออะไร อาการแบบไหนที่พบบ่อย? “ตกหมอน” เป็นคำที่ใช้เรียกอาการปวดหรือตึงบริเวณคอหลังตื่นนอน ซึ่งมักสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อคอที่ตึงจากท่านอนหรือการรองรับศีรษะและคอที่ไม่เหมาะสม อาการที่มักพบ ได้แก่ อาการลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถดีขึ้นได้ แต่หากเป็นซ้ำบ่อยหรืออาการไม่ดีขึ้น ก็ควรมองหาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ปวดคอหลังตื่นนอน อาจเกิดจากสาเหตุอะไรได้อีก? การตื่นมาแล้วปวดคอไม่ได้เกิดจาก “ตกหมอน” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น 1. หมอนหรือท่านอนไม่เหมาะกับสรีระ 2. กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ตึงสะสม 3. ความผิดปกติของข้อต่อและกระดูกบริเวณคอ 4. เส้นประสาทบริเวณคอถูกกดหรือระคายเคือง ปวดคอแบบไหน เริ่มเข้าข่ายปวดคอเรื้อรัง? โดยทั่วไป อาการปวดที่เป็นต่อเนื่องหรือกลับมาเป็นซ้ำนานกว่า 3 เดือน จัดอยู่ในกลุ่มอาการปวดเรื้อรัง แต่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะนั้นจึงค่อยพบแพทย์ หากอาการปวดคอไม่ดีขึ้นหรือเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน […]

ปวดคอหลังตื่นนอน อาจไม่ใช่แค่ตกหมอน รู้ทันก่อนปวดเรื้อรัง Read More »

59 l ช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร เช็กอาการ 01

ช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร? เช็กอาการ ปวดท้องน้อยแบบไหนควรสังเกต

ช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร? ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือ Endometrioma คือถุงน้ำที่เกิดบริเวณรังไข่จากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ภายในถุงมักมีเลือดเก่าสะสมอยู่ จึงมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มคล้ายช็อกโกแลต ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ช็อกโกแลตซีสต์” ภาวะนี้อาจทำให้ปวดประจำเดือน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือมีปัญหาเรื่องการมีบุตร แต่บางคนก็อาจไม่มีอาการและตรวจพบจากการอัลตราซาวนด์โดยบังเอิญได้เช่นกัน ช็อกโกแลตซีสต์เกิดจากอะไร ทำไมถึงเรียกว่า “ช็อกโกแลต”? ช็อกโกแลตซีสต์เป็นหนึ่งในรูปแบบของ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อที่มีลักษณะคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกไปอยู่บริเวณอื่นนอกมดลูก และเมื่อเกิดขึ้นที่รังไข่อาจพัฒนาเป็นถุงน้ำที่เรียกว่า Endometrioma ได้ เนื้อเยื่อเหล่านี้สามารถเกิดเลือดออกและการอักเสบสัมพันธ์กับรอบเดือน เมื่อเลือดเก่าสะสมอยู่ภายในถุงเป็นเวลานาน ของเหลวจึงมีสีน้ำตาลเข้มคล้ายช็อกโกแลต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมบางคนจึงเกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ช็อกโกแลตซีสต์มีอาการอะไรบ้าง? อาการของแต่ละคนแตกต่างกัน และบางคนอาจไม่มีอาการเลย แต่สัญญาณที่พบบ่อยและควรสังเกต ได้แก่ การมีอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นช็อกโกแลตซีสต์เสมอไป เพราะอาการปวดท้องน้อยสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์เพื่อวินิจฉัย ปวดท้องประจำเดือนแบบไหน ควรสงสัยว่าไม่ใช่อาการปกติ? อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือปวดท้องน้อยต่อเนื่องแม้หมดประจำเดือนแล้ว ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติเสมอไป ควรสังเกตเป็นพิเศษหาก ข้อควรรู้: WHO (องค์การอนามัยโลก) ระบุว่าอาการปวดประจำเดือนรุนแรงและ ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังที่ยังคงอยู่แม้พ้นช่วงประจำเดือน เป็นอาการสำคัญที่พบได้ใน Endometriosis และไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงอาการปวดประจำเดือนทั่วไป ช็อกโกแลตซีสต์มีผลต่อการมีลูกไหม? ช็อกโกแลตซีสต์อาจสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีช็อกโกแลตซีสต์จะมีลูกไม่ได้

ช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร? เช็กอาการ ปวดท้องน้อยแบบไหนควรสังเกต Read More »

58 l ความดันสูงแต่ไม่มีอาการ อันตรายไหม 01

ความดันสูงแต่ไม่มีอาการ อันตรายไหม? เช็กวิธีรับมือภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

ความดันสูงแต่ไม่มีอาการ อันตรายไหม? ความดันสูงแม้ไม่มีอาการก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอาจไม่รู้สึกผิดปกติ แต่หากความดันสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตได้ หากวัดความดันได้ตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไปซ้ำ ๆ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม แม้จะไม่มีอาการก็ตาม เพราะการวัดความดันเป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการตรวจพบภาวะนี้ วัดความดันได้ 140–150 แต่ไม่มีอาการ ถือว่าสูงหรือยัง? หากวัดได้ 140–150 มม.ปรอทเพียงครั้งเดียว ยังไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะค่าความดันสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากความเครียด การออกกำลังกาย คาเฟอีน หรือวิธีวัดที่ไม่ถูกต้อง แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงของประเทศไทย พ.ศ. 2567 ยังคงใช้ค่าความดันที่สถานพยาบาลตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัย โดยควรประเมินจากการวัดมากกว่าหนึ่งครั้ง และอาจใช้การวัดความดันที่บ้านร่วมด้วยเพื่อยืนยันผล ถ้าจะวัดความดันที่บ้านให้ใกล้เคียงค่าจริง ควรพักอย่างน้อย 5 นาทีก่อนวัด นั่งหลังพิงพนัก เท้าวางราบกับพื้น วางแขนให้อยู่ระดับหัวใจ และหลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่ หรือการออกกำลังกายในช่วง 30 นาทีก่อนวัด ระดับความดันแบบไหนควรเฝ้าระวัง? ตามแนวทางของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2567 มีการเพิ่มกลุ่ม “BP at

ความดันสูงแต่ไม่มีอาการ อันตรายไหม? เช็กวิธีรับมือภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม Read More »

นอนพอแต่ทำไมยังเพลีย? เช็กสาเหตุความดันต่ำที่หลายคนมองข้าม

นอนพอแต่ทำไมยังเพลีย? เช็กสาเหตุความดันต่ำที่หลายคนมองข้าม

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยมีความรู้สึกแบบนี้นะคะ ทั้งที่เมื่อคืนก็เข้านอนเร็ว นอนหลับเต็มอิ่มครบ 8 ชั่วโมงตามเกณฑ์ทุกอย่าง แต่พอตื่นเช้ามากลับรู้สึกหัวตื้อ ร่างกายหนักอึ้ง เหมือนพลังงานโดนสูบหายไปหมดจนต้องพึ่งกาแฟตลอดทั้งวัน  อาการ “นอนพอแต่ยังเพลีย” เป็นปัญหายอดฮิตที่ชวนให้หงุดหงิดใจมากค่ะ หลายคนมักเหมาเอาเองว่าเราคงแค่เครียดหรือพักผ่อนไม่สนิท แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่อาจเป็นสัญญาณ เตือนของภาวะ “ความดันโลหิตต่ำ” ที่เรากำลังมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ นอนพอ แต่ทำไมยังเพลีย? เกี่ยวกับความดันต่ำอย่างไร ภาวะนอนพอแต่ยังเพลีย สัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตต่ำโดยตรงค่ะ เพราะเมื่อแรงดันในหลอดเลือดต่ำกว่าปกติ (ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท) ร่างกายจะไม่มีแรงส่งเลือด ลมปราณ ออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ เปรียบเหมือนปั๊มน้ำที่แรงดันตก ส่งผลให้คุณตื่นมาแล้วรู้สึกอ่อนล้า สมองตื้อ และเพลียเรื้อรังเหมือนชาร์จแบตเตอรี่ไม่เข้า แม้จะนอนหลับมาหลายชั่วโมงก็ตาม เช็กสัญญาณเตือน อาการแบบไหนคือเพลียจากความดันต่ำ ลองมาเช็กกันดูหน่อยค่ะว่า อาการเหนื่อยล้าที่คุณกำลังเป็นอยู่ เข้าข่ายภาวะความดันโลหิตต่ำแฝงหรือไม่ โดยอาการมักจะแสดงออกชัดเจนในชีวิตประจำวันดังนี้ค่ะ: ความดันต่ำแบบไหนอันตราย? สัญญาณวิกฤตที่ต้องระวัง โดยทั่วไป ภาวะความดันต่ำที่ไม่มีอาการรุนแรงอาจไม่น่ากังวลเท่าความดันโลหิตสูงค่ะ แต่ถ้าหากตัวเลขความดันตัวบนดิ่งต่ำกว่า 90 มม.ปรอท ร่วมกับมีอาการผิดปกติเฉียบพลัน เหล่านี้คือ “สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต”

นอนพอแต่ทำไมยังเพลีย? เช็กสาเหตุความดันต่ำที่หลายคนมองข้าม Read More »

เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์กี่เดือน? เช็กร่างกายแม่ให้พร้อมก่อนมีลูก

เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์กี่เดือน? เช็กร่างกายแม่ให้พร้อมก่อนมีลูก

การเตรียมตัวเป็นคุณแม่ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตาค่ะ แต่คือการเตรียม “บ้าน” หรือมดลูกของเราให้พร้อม ร่มเย็น และสมบูรณ์ที่สุดเพื่อให้ลูกน้อยเข้ามาฝังตัวได้อย่างปลอดภัย  สาว ๆ หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าอยากจะมีเบบี๋ตัวน้อย เราต้องเริ่มวางแผนและดูแลตัวเองล่วงหน้าตั้งแต่ตอนไหน ต้องตรวจอะไรบ้าง วันนี้เรามีคู่มือเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดตามหลักการแพทย์มาฝากกันค่ะ เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์กี่เดือน ดีที่สุด? คำตอบคือ อย่างน้อย 3 เดือน (ดีที่สุดคือ 3–6 เดือน) เนื่องจากเซลล์ไข่ของผู้หญิงและสเปิร์มของคุณผู้ชายใช้เวลาในการเจริญเติบโตและพัฒนาจนสมบูรณ์เต็มที่ประมาณ 90 วัน นอกจากนี้ การรับประทานกรดโฟลิก (Folic Acid) เพื่อป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด ก็จำเป็นต้องกินสะสมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนการปฏิสนธิเพื่อให้ระดับสารอาหารในร่างกายเพียงพอต่อการสร้างตัวอ่อนค่ะ เช็กลิสต์ 5 กลุ่มสุขภาพที่คุณแม่ต้องตรวจก่อนมีลูก การตรวจสุขภาพก่อนมีบุตรไม่ใช่แค่การเจาะเลือดทั่วไป แต่เป็นการคัดกรองความเสี่ยงรอบด้าน ตารางด้านล่างนี้คือเช็กลิสต์สำคัญที่คุณแม่และคุณพ่อควรจูงมือกันไปตรวจที่โรงพยาบาลค่ะ กลุ่มการตรวจสุขภาพ รายการเจาะลึกที่ต้องเช็ก ความสำคัญและการป้องกันความเสี่ยงต่อลูกน้อย 1. กลุ่มตรวจเลือดและพันธุกรรม ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC), ตรวจหาพาหะโรคธาลัสซีเมีย ป้องกันภาวะโลหิตจางในคุณแม่ ซึ่งอาจทำให้ลูกโตช้า และคัดกรองโรคทางพันธุกรรมร้ายแรงที่ส่งต่อถึงลูกได้ (คนไทยเป็นพาหะธาลัสซีเมียสูงมาก) 2. กลุ่มภูมิคุ้มกันและโรคติดต่อ ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน, ไวรัสตับอักเสบบี,

เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์กี่เดือน? เช็กร่างกายแม่ให้พร้อมก่อนมีลูก Read More »

คุมอาหารแล้ว แต่ค่าไขมันไม่ลด? เช็ก 5 สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขไม่ขยับ

คุมอาหารแล้ว แต่ค่าไขมันไม่ลด? เช็ก 5 สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขไม่ขยับ

คุมอาหารจนเหนื่อย ชั่งน้ำหนักทีไรเข็มก็อยู่ที่เดิม ส่องกระจกดูพุง ไขมันก็ยังไม่ขยับไปไหนเลยใช่ไหมคะ? หลายคนท้อจนอยากจะเลิกกินสลัดแล้วกลับไปซบชาบู แต่อย่าเพิ่งถอดใจไปค่ะ! ปัญหานี้หลายคนเจอเยอะมาก  ในมุมของร่างกาย กลไกการลดไขมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “กินน้อยลงแล้วจะผอมลง” เสมอไปค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับ ฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ และสารอาหารที่ได้รับอีกด้วย  คุมอาหารแล้ว แต่ไขมันไม่ลด เกิดจากอะไร? คำตอบคือ เกิดจากระบบเผาผลาญลดต่ำลงจากการกินน้อยเกินไป (Starvation Mode) จนร่างกายกักเก็บไขมันไว้เป็นพลังงานสำรอง หรือเกิดจากภาวะฮอร์โมนแปรปรวน (ดื้ออินซูลินและคอร์ติซอลสูง) จากความเครียด แคลอรีแฝง และการนอนน้อย ทำให้ร่างกายเลือกสลายกล้ามเนื้อมาใช้แทนไขมัน เช็ก 5 สาเหตุที่ทำให้ คุมอาหารแต่ไขมันไม่ลด  1. กินน้อยเกินไปจนระบบเผาผลาญ “จำศีล”  หลายคนคิดว่ายิ่งกินน้อย ยิ่งผอมไว เลยหักดิบกินวันละไม่ถึง 1,000 แคลอรี กลไกของร่างกายมนุษย์เมื่อมันรู้สึกว่าได้รับอาหารน้อยลงผิดปกติ มันจะคิดว่าเรากำลังอยู่ในภาวะ “อดอยาก” ร่างกายจะปรับลดการเผาผลาญลงทันทีเพื่อความอยู่รอด ทีนี้พอคุณกินอะไรเข้าไปนิดเดียว ร่างกายก็จะรีบกักเก็บสกัดออกมาเป็น “ไขมัน” ทันทีเพราะกลัวอดอีก 2. ขาด “โปรตีน” ไขมันเลยไม่ยอมขยับ คุมอาหารแต่เน้นกินผัก กินผลไม้

คุมอาหารแล้ว แต่ค่าไขมันไม่ลด? เช็ก 5 สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขไม่ขยับ Read More »

54 l อย่าปล่อยให้แผลเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ 01

อย่าปล่อยให้แผลเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่! 3 อาการแผลติดเชื้อที่ต้องพบหมอทันที

ไม่ว่าจะเป็นแผลมีดบาดตอนทำอาหาร แผลถลอกจากการสะดุดล้ม หรือแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ จากสิ่งของบาด ผิวหนังของเราที่ฉีกขาดออกก็คือประตูบานใหญ่ที่เปิดรับให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นค่ะ หลายคนมักจะคิดว่า “แผลแค่นิดเดียว เดี๋ยวก็หายเอง” แต่ทราบไหมคะว่า หากเราดูแลไม่ถูกวิธี แผลเล็ก ๆ เหล่านั้นอาจกลายเป็น แผลติดเชื้อ ที่ลุกลามจนเป็นเรื่องใหญ่ได้  วันนี้เรามาเช็กกันค่ะว่า อาการแบบไหนที่กำลังเตือนว่าแผลของคุณกำลังติดเชื้อและต้องไปพบคุณหมอทันทีค่ะ สรุปอาการแผลติดเชื้อที่ต้องพบหมอทันที หากบาดแผลของคุณมีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 1 ข้อ ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจรักษาค่ะ: เจาะลึก 3 อาการแผลติดเชื้อ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก ลองสังเกตบาดแผลอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น แปลว่าเชื้อแบคทีเรียกำลังจู่โจมร่างกายของเราแล้วค่ะ 1. ผิวหนังรอบบาดแผลมีอาการ บวม แดง และรู้สึกร้อนผิดปกติ 2. มีหนองไหล หรือมีของเหลวที่มีกลิ่นเหม็น 3. มีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกปวดแผลรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 3 ความเชื่อผิด ๆ ในการดูแลแผลติดเชื้อที่ต้องหยุดทำทันที! บางครั้งความเคยชินเก่า ๆ ก็อาจจะทำร้ายบาดแผลของเราโดยไม่รู้ตัวค่ะ มาดูกันค่ะว่ามีความเข้าใจผิดอะไรบ้างที่เราควรปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย ความเชื่อที่

อย่าปล่อยให้แผลเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่! 3 อาการแผลติดเชื้อที่ต้องพบหมอทันที Read More »

รู้จัก ‘มดลูกล้า’ สาเหตุความโทรมที่แก้ไม่ตก! กับ 5 สัญญาณเตือนจากภายใน

รู้จัก ‘มดลูกล้า’ สาเหตุความโทรมที่แก้ไม่ตก! กับ 5 สัญญาณเตือนจากภายใน

ปัญหาคาใจเรื่องความสวยความงามของสาว ๆ ประโคมครีมบำรุงราคาแพงเท่าไหร่ หน้าก็ยังดูโทรม หมองคล้ำ แถมร่างกายยังเพลีย ๆ ล้า ๆ บอกไม่ถูก หลายคนพยายามแก้ปัญหาที่ผิวภายนอก แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ คือตัวการที่แท้จริงอาจมาจาก “ภายใน” อย่างภาวะ “มดลูกล้า” ที่ผู้หญิงเราหลายคนกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัวค่ะ ในทางแพทย์แผนจีน มดลูกและระบบอุ้งเชิงกรานถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบฮอร์โมนและการไหลเวียนเลือดของผู้หญิงเราเลยค่ะ ถ้าส่วนนี้อ่อนแอ มีความเย็นและความชื้นสะสม ก็จะส่งผลกระทบให้การไหลเวียนเลือดทั่วร่างกายติดขัดและทำงานลดลง ซึ่งนี่แหละค่ะคือสาเหตุลึก ๆ ที่ทำให้ร่างกายของเราซูบโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด วันนี้เรามาเช็กไปพร้อม ๆ กันค่ะว่า ร่างกายของเรากำลังส่งสัญญาณเตือนเหล่านี้อยู่หรือเปล่านะคะ ภาวะมดลูกล้า คืออะไร? ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ “ภาวะมดลูกล้า” คือภาวะที่กล้ามเนื้อ มดลูก รวมถึงระบบเส้นเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกรานเกิดความอ่อนแอและขาดพลังงานค่ะ ส่งผลให้กลไกการหดตัวและคลายตัวตามธรรมชาติของมดลูกทำงานได้ลดลง ในมุมมองแพทย์แผนจีน ภาวะนี้สัมพันธ์โดยตรงกับ “ชี่และเลือดลมพร่อง” เมื่อร่างกายไม่มีพลังงาน (ชี่) ที่เพียงพอไปผลักดันเลือด ระบบหมุนเวียนเลือดที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงและทำความสะอาดมดลูกในแต่ละเดือนจึงไหลเวียนช้าลง จนเกิดความเย็นและสารอาหารตกค้างสะสม เมื่ออวัยวะภายในที่เป็นเหมือนขุมพลังของผู้หญิงอ่อนแรงลง พลอยทำให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ส่งผลสะท้อนออกมาภายนอกเป็นความทรุดโทรม ร่างกายเพลียง่าย และผิวพรรณดูไม่สดใสอย่างที่ควรจะเป็นนั่นเองค่ะ 5 สัญญาณเตือน มดลูกล้า ที่ผู้หญิงควรรู้

รู้จัก ‘มดลูกล้า’ สาเหตุความโทรมที่แก้ไม่ตก! กับ 5 สัญญาณเตือนจากภายใน Read More »

ไขมันสูง กินอะไรดี? 5 อาหารล้างหลอดเลือด กินอย่างถูกวิธี ช่วยลดโอกาสลิ่มเลือดอุดตันได้

ไขมันสูง กินอะไรดี? 5 อาหารล้างหลอดเลือด กินอย่างถูกวิธี ช่วยลดโอกาสลิ่มเลือดอุดตันได้

หลายคนที่ไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่าตัวเองมีภาวะ “ไขมันในเลือดสูง” หรือรู้สึกว่าช่วงนี้มีอาการวิงเวียน มึนงงง่าย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะ “เลือดข้น” คงกำลังกังวลใจอยู่ใช่ไหมคะ? ไม่ต้องกังวลไปนะคะ วันนี้ สมุนไพรจีน แบ แป๊ะ เลี้ยง มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากค่ะ ทราบไหมคะว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราเลือกทานเข้าไปในแต่ละมื้อนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่สุด ตามหลักการแพทย์แผนจีน อาการเลือดข้นและไขมันสูง มักมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่สมดุล จนไปขัดขวางทำให้ภาวะชี่ (พลังงาน) ติดขัด และพลอยทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกไปด้วย แต่ในทางกลับกัน “อาหารก็คือยารักษาที่ดีที่สุด” ค่ะ หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเลือกทานอาหารล้างหลอดเลือด อย่างถูกวิธี อาหารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยสลายสิ่งอุดตัน ขจัดไขมันร้าย และช่วยให้หลอดเลือดของเราโล่งโปร่ง เลือดลมไหลเวียนสะดวกขึ้นได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เรามาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้างที่ควรหามาทานในมื้อต่อไปค่ะ 5 อาหาร ล้างหลอดเลือด กินได้ทุกวัน 1. เห็ดหูหนูดำ (Wood Ear Mushroom) 2. กระเทียม (Garlic) 3. ปลาทะเล (Sea Fish) 4. ขิง (Ginger) 5.

ไขมันสูง กินอะไรดี? 5 อาหารล้างหลอดเลือด กินอย่างถูกวิธี ช่วยลดโอกาสลิ่มเลือดอุดตันได้ Read More »

แก้คำ ลมค้าง

เผยความลับ ‘ลมค้าง’ ในลำไส้ ต้นตออาการปวดท้องวิงเวียนศีรษะ

อาการปวดท้อง ท้องอืด หรือมีลมในกระเพาะ อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เป็นกันได้ แต่ถ้าอาการเหล่านี้มาพร้อมกับความรู้สึกเวียนหัว บ้านหมุน หรือหน้ามืดบ่อยครั้ง นั่นอาจไม่ใช่แค่โรคกระเพาะอาหารทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณของ “ลมค้าง” ในลำไส้ที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดและพลังงานทั่วร่างกายค่ะ อาการ ลมค้าง คืออะไร? ในทางศาสตร์การแพทย์แผนจีน “ลมค้าง” คือสภาวะที่ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานไม่สมดุล ส่งผลให้มีแก๊สหรือลมสะสมอยู่ในลำไส้มากเกินไปจนกลายเป็นแรงดัน ลมเหล่านี้จะไปขัดขวางการไหลเวียนของพลังชี่ (Qi) และเลือด ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายของเสียออกมาได้ตามธรรมชาติ เมื่อลมสะสมจนล้น แรงดันจะวิ่งขึ้นสู่เบื้องบนรบกวนระบบประสาทและสมองนั่นเองค่ะ ทำไมลมค้างถึงทำให้ “ปวดท้องวิงเวียนศีรษะ”? หลายคนอาจสงสัยว่าลำไส้กับหัวเกี่ยวข้องกันอย่างไร ตามกลไกของร่างกายเมื่อมีลมค้างสะสมในช่องท้องปริมาณมาก แรงดันมหาศาลจะดันกะบังลมขึ้นไปและรบกวนการไหลเวียนเลือดที่จะขึ้นไปเลี้ยงศีรษะ อาการวิงเวียนจากลมค้าง มักจะมีลักษณะปวดหนัก ๆ ตุบ ๆ บริเวณขมับหรือท้ายทอย และมักจะปวดมากขึ้นหลังจากทานอาหารมื้อหนักค่ะ นอกจากนี้ ในทางศาสตร์จีนเชื่อว่า “ลม” มีคุณสมบัติเคลื่อนที่ขึ้นที่สูงเสมอ เมื่อลมในลำไส้ปั่นป่วนมันจะนำพาความร้อนและแรงดันพุ่งขึ้นสู่ศีรษะ ส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด ปวดขมับ หรือรู้สึกหนักหัวเหมือนมีอะไรมากดทับ ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในคนที่มีปัญหาลมค้างเรื้อรังค่ะ 5 สัญญาณเตือนว่าคุณมี “ลมค้าง” สะสมมากเกินไป วิธีขับลมในลำไส้ และการปรับสมดุลเพื่อไล่ลมค้าง ใช้ศาสตร์สมุนไพรจีน “โซว หะ

เผยความลับ ‘ลมค้าง’ ในลำไส้ ต้นตออาการปวดท้องวิงเวียนศีรษะ Read More »

Scroll to Top